วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) (2)

กระบวนวิชา 009304

สรุปเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) (2)


ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

________________________________

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) (ต่อ)




  • Book Scanner
    เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้สแกนหนังสือที่เป็นสิ่งพิมพ์ให้อยู่ในรูปของไฟล์ดิจิตอล ซึ่งภายเครื่องสแกนหนังสือจะประกอบไปด้วยกล้องถ่ายรูป แสงไฟที่ใช้ส่องมายังหนังสือ ภาพถ่าย และพื้นหลังสีขาวไว้รองใต้หนังสือ เพื่อให้เวลาสแกนออกมาภาพจะที่ได้จะไม่เป็นพื้นดำ


  • ตัวอย่างของ Book Scanner เช่น
    Cannon Bookeye 3 , Minolta PS 3000 Scanner , 1.23 Megapixel IR-Camera , Bookdrive Scanner , SMA , BookDrive DIY , Kritas AFT Bookscan


  • ข้อควรระมัดระวังในการสแกนหนังสือ
    การนำหนังสือที่มีลิขสิทธิ์มาสแกนนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ถ้าหากนำหนังสือเหล่านั้นมาสแกนทั้งเล่ม ดังนั้น ห้องสมุดส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาโดยการสแกนเพียงหน้าปก และเนื้อหาภายในหนังสือบางส่วนเท่านั้น โดยต้องไม่เกิน 10% ของหนังสือทั้งเล่ม แล้วจากนั้นจึงนำมารวบรวมไว้ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ภายในห้องสมุด เพื่อใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจว่าหนังสือเล่มนั้นมีเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการในการนำไปใช้งานหรือไม่


  • Optical Character Recognition (OCR) เป็นโปรแกรมอ่าน Text จากภาพ
    -เป็นการนำข้อมูลจากหนังสือมาทำการสแกนด้วยเครื่องสแกนเนอร์ จากนั้นใช้โปรแกรมประเภท OCR (Optical Character Recognition) มาทำการแปลงภาพที่ได้ให้อยู่ในรูปแบบของ MS-Word จากนั้นสามารถนำมาแต่งเพิ่มเติมได้
  • Google Docs สามารถรองรับ OCR ภาษาไทย
    -เป็นการนำเอารูปภาพของ Translate จาก Google มาแปล มีให้เลือกอยู่หลายภาษาตามความต้องการในการใง้งาน สามารถนำไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาสแกนเพื่อให้อ่านภาพเป็นตัวอักษร ซึ่งสามารถทำการแก้ไขได้


  • Microsoft Reader
    -เป็นโปรแกรมที่สามารถหาดาวน์โหลดบนอินเตอร์เน็ตได้ฟรี ซึ่งใช้ในการแปลงไฟล์ให้เป็นไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .lit ซึ่งจะอยู่ในรูปไฟล์ Reader
  • Software สำหรับการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    (1)Browser
    (2)Adobe Acrobat eBook Reader
    (3)Microsoft Reader
    (4)Palm Reader
    (5)Palm Reader Pro


  • การเข้าถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Access)
    (1)แบบ Offline (Downloadable Use)
    -เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมดาวน์โหลดมาไว้ที่เครื่องอ่าน มีหนังสือให้สามารถดาวน์โหลดได้เอง สามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องใช้งานผ่านระบบออนไลน์ ผู้ใช้สามารถทำการดาวน์โหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แล้วนำมาถ่ายโอนที่เครื่องอ่าน e-reader เครืองคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือ PDA (Personal Digital Assistants) Palm
    (2)แบบ Online (Web-Accessible Use)
    -สามารถอ่านหรือฟังโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถอ่านผ่านเครือข่ายได้ โดยโปรแกรมที่ใช้ในการอ่าน ได้แก่ Web Browsers ,Adobe Reader และ Microsoft Reader
  • การดำเนินงานของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Implementation of e-Book)
    (1)Downloadable e-Books
    -Proprietary  สามารถมีสิทธิในการเป็นเจ้าของได้ มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ใช้ให้สามารถดาวน์โหลดมาอ่าน หรือพิมพ์  เปิดให้ดาวน์โหลดเป็นเอกสารแบบสาธารณะ
    -Non Proprietary เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปแบบ ASCII text , HTML สามารถอ่านได้ โดยใช้ Web Browser to HD เช่น Profect Gutenberg , Internet Public Library
    (2)Decicated e-Book Reader
    ผู้ใช้จะเข้าถึงได้ต้องเป็นสมาชิก ซึ่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบนี้จะเปิดอ่านบนอินเตอร์เน็ตไม่ได้ ต้องนำไปเปิดอ่านในโปรแกรมที่อยู่บนเครื่องอ่านเท่านั้น
    -Amazon Kindle ต้องมีค่าดูแลรักษา และงบประมาณเพิ่มขึ้น มีการกำหนดควบคุมสำหรับการพิมพ์ และทำสำเนา ใช้ได้ครั้งละ 1 คน
    -Barn & Noble  Google  สิทธิในการให้ยืม มีการจำกัด ต้องซื้อใหม่เมื่อครบกำหนด
    (3)Web Accessible e-Book
    -เป็นหนังสือที่สามารถเปิดอ่านได้ทันที โดยสามารถเปิดอ่านบนเว็บได้ มีทั้งแบบ Proprietary และ Circulation e-Book ห้องสมุดไม่ต้องทำการลงรายการยืม-คืน ผู้ใช้สามารถอ่านได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ สามารถทำสำเนา หรือสั่งพิมพ์ก็ได้ ใช้คอมพิวเตอร์ในการอ่าน


  • รูปแบบการจัดทำวารสาร มีการจัดทำหลากหลายรูปแบบ ดังนี้
    (1)รูปแบบสิ่งพิมพ์ มีชื่อเฉพาะ มีทั้งแบบที่มีการจัดทำอย่างต่อเนื่องและออกเป็นตอนหรือฉบับ ซึ่งจะมีการรวบรวมบทความต่างๆ ของผู้เขียนไว้หลายคน หากมีการออกตามระยะเวลาที่กำหนดก็จะมีการระบุฉบับไว้อย่างชัดเจน ส่วนระยะเวลาที่ออกนั้นอาจจะไม่มีความแน่นอน คือ ไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งการออกตามระยะเวลาจะไม่มีการกำหนดเวลาในการยุติการพิมพ์ ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อเขียนหรือบทความที่ให้ความรู้แก่ผู้อ่านจากแหล่งต่างๆ
    (2)รูปแบบย่อส่วน (รูปแบบการจัดเก็บเป็นแบบ Analog) เป็นการนำมาจัดเก็บลงในไมโครฟิล์ม สามารถจัดเก็บได้นาน มีราคาไม่แพง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยี อีกทั้งยังช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ
    (3)รูปแบบซีดี-รอม ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว
    (4)รูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น e- Journal ซึ่งมีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น Electronic Journal , Online Journal , Internet Journal เป็นต้น
    ***สำหรับ PDF File  มีรูปแบบไฟล์ขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บต่ำ มีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการอ่าน สามารถโหลดและอ่านได้เร็ว จึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน 
  • ประเภท
    (1)นำมาทำซ้ำกับฉบับพิมพ์ สำนักพิมพ์วารสารได้จัดทำเสริมวารสารสิ่งพิมพ์ฉบับเดิม โดยนำเสนอเป็นไฟล์ pdf
    (2)นำมาทำเป็น Digital Born เช่น ACM Journal of Experiment , Algorithmics เป็นต้น


  • การจัดทำวารสารอิเล็กทรอนิกส์
    (1)การสแกน โดยนำสิ่งพิมพ์มาสแกนเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  สามารถจัดเก็บแฟ้มข้อมูลในรูปแบบแฟ้มรูปภาพในลักษณะ .pdf , .jpg , .bmp , .tiff ซึ่งการจัดการรูปภาพในลักษณะนี้เรียกว่า "Document Imaging System" ซึ่งระบบจำทำการสแกนภาพให้อยู่ในรูปแบบ Bitmap
    (2)จากกระบวนการพิมพ์ เป็นการผลิตที่คล้ายกับการพิมพ์สิ่งพิมพ์ในลักษณะทั่วไป
    (3)แบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการจัดทำวารสารในรูปแบบดิจิตอลและให้บริการผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้วารสารที่จัดทำเป็นทรัพยากรสารนิเทศส่วนหนึ่งหรือเป็นบรรณานุกรมของห้องสมุดและให้บริการหน้าสารบัญในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเอง

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

กระบวนวิชา 009304 สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์

สรุปเรื่อง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)


ประจำวันที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.2554

___________________________________

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

Image

  • ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์


  • คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    สามารถเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป


  • ความแตกต่างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) กับหนังสือทั่วไป
    ความแตกต่างของหนังสือทั้งสองประเภทจะอยู่ที่รูปแบบของการสร้าง การผลิต และการใช้งาน เช่น
    (1)หนังสือทั่วไปใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช้กระดาษ
    (2)หนังสือทั่วไปมีข้อความและภาพประกอบธรรมดา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างให้มีภาพเคลื่อนไหวได้
    (3)หนังสือทั่วไปไม่มีเสียงประกอบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใส่เสียงประกบอได้
    (4)หนังสือทั่วไปแก้ไขปรับปรุงได้ยาก หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล (Update) ได้ง่าย
    (5)หนังสือทั่วไปสมบูรณ์ในตัวเอง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (Link) ออกไปเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอกได้
    (6)หนังสือทั่วไปมีต้นทุนในการผลิตสูง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีต้นทุนในการผลิตหนังสือที่ต่ำ ประหยัด
    (7)หนังสือทั่วไปมีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ สามารถทำสำเนาได้ง่ายไม่จำกัด
    (8)หนังสือทั่วไปเปิดอ่านจากเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องอ่านด้วยโปรแกรมผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์
    (9)หนังสือทั่วไปอ่านได้อย่างเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นอกจากอ่านได้แล้วยังสามารถสั่งพิมพ์ (Print) ได้
    (10) หนังสือทั่วไปอ่านได้หนึ่งคนต่อหนึ่งเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หนึ่งเล่มสามารถอ่านได้พร้อมกันทีละจำนวนมาก (ออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต)
    (11)หนังสือทั่วไปพกพาลำบาก (เนื่องจาก ต้องใช้พื้นที่) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์พกพาได้สะดวก ได้ครั้งละจำนวนมากในรูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ ใน Handy Drive หรือ CD
    (12)หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


  • ความเป็นมาของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    หนังสือที่มีอยู่โดยทั่วไป จะมีลักษณะเป็นเอกสารที่จัดพิมพ์ด้วยกระดาษ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย  และความเปลี่ยนแปลงด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มีการคิดค้นวิธีการใหม่โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย จึงได้นำหนังสือดังกล่าวเหล่าน้นมาทำการคัดลอก (Scan) โดยที่หนังสือก็ยังคงสภาพเดิมแต่จะได้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแฟ้มภาพขึ้นมาใหม่ วิธีการต่อจากนั้นก็คือจะนำแฟ้มภาพตัวหนังสือมาผ่านกระบวนการแปลงภาพเป็นตัวหนังสือ (Text) ด้วยการทำ OCR (Opitcal Character Recohnition) คือ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแปลงภาพตัวหนังสือให้เป็นตัวหนังสือที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ สำหรับการถ่ายทอดข้อมูลในระยะต่อมา จะถ่ายทอดผ่านทางแป้นพิมพ์ และประมวลผลออกมาเป็นตัวหนังสือและข้อความด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้น หน้ากระดาษก็เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแฟ้มข้อมูล (Files) แทน ทั้งยังมีความสะดวกต่อการเผยแพร่และจัดพิมพ์เป็นเอกสาร (Document Printing) ส่วนรูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในยุคแรกนั้นมีลักษณะเป็นเอกสารประเภท .doc , .txt , .rif และ .pdf ไฟล์ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาภาษา HTML (Hypertext Markup Language) ข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกออกแบบและตกแต่งในรูปของเว็บไซต์ โดยในแต่ละหน้าของเว็บไซต์เราเรียกว่า "Web Page" โดยสามารถเปิดดูเอกสารเหล่านั้นได้ด้วยบราวเซอร์ (Web Browser) ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถแสดงผลข้อความ ภาพ และการปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เมื่ออินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ (Microsoft) ได้ผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อคอยแนะนำในรูปแบบ HTML Help ขึ้นมา มีรูปแบบของไฟล์เป็น .CHM โดยมีตัวอ่าน คือ Microsoft Reader (.LIT) หลังจากนั้นต่อมามีบริษัทผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ได้พัฒนาโปรแกรมจนกระทั่งสามารถผลิตเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นลักษณะเหมือนกับหนังสือทั่วไปได้ เช่น สามารถแทรกข้อความ ภาพ จัดหน้าหนังสือได้ตามความต้องการของผู้ผลิต และที่พิเศษกว่านั้น คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้สามารถสร้างจุดเชื่อมโยงเอกสาร (Hypertext) ไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ภายในและภายนอกได้ อีกทั้งยังสามารถแทรกเสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ลงไปในหนังสือได้ โดยคุณสมบัติเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ในหนังสือทั่วไป

    แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน

    ดร.ไพฑูรย์ ศรีฟ้า
    ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา ม.เกษตรศาสตร์
    จากหนังสือกลยุทธ์การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมืออาชีพ
    http://www.uthai.ru.ac.th/km_ut/images/stories/pdf_file/e-books.pdf
  • รูปแบบการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    (1)แต่เดิมจัดทำเป็นสิ่งตีพิมพ์แล้วนำมาปรับเป็นอิเล็กทรอนิกส์ สามารถจัดทำได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำหนังสือเก่ามาพิมพ์ใหม่แล้วจัดเก็บให้อยู่ในรูปไฟล์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่อที่จะรักษาหนังสือเก่า และสามารถเผยแพร่ให้คนทั่วโลกสามารถอ่านได้ ซึ่งแนวความคิดนี้ริเริ่มมาจาก Project Gutenberg ที่มีการนำสิ่งพิมพ์มาสแกนก็จะได้เป็นไฟล์ภาพที่เป็นตัวหนังสือ ซึ่งยังไม่สามารถทำการเพิ่มเติมหรือแก้ไขได้ นำมาผ่านกระบวนการแปลงภาพตัวหนังสือให้เป็นตัวหนังสือที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า OCR (Opitcal Character Recohnition)
    (2)จัดทำในรูปแบบ CD หรือ แผ่นดิสก์ ในแรกเริ่มนั้นได้มีการจัดเก็บลงในแผ่น CD หรือ แผ่นดิสก์ จากนั้นได้เริ่มนำมาจัดเก็บใน Handy Drive เนื่องจากพกพาได้สะดวก และประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บได้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งนำมาแปลงเป็น HTML จึงส่งผลให้ห้องสมุดสามารถสั่งซื้อ สารานุกรมของ Britannica ได้ ซึ่งเป็นสารานุกรมที่มีลักษณะในรูปแบบ HTML Hyperlink ได้ สามารถแสดงภาพ รวมทั้ง Multimedia ทำให้มีลักษณะที่พิเศษกว่าหนังสือที่เป็นสิ่งพิมพ์
    (3)Born Digital เป็นการจัดทำวารสารให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ หรือ วารสารที่ไม่ได้จัดทำเป็นสิ่งพิมพ์มาก่อน เป็นรูปแบบดิจิทัลมาแต่แรก
  • การจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Publishing Model)
    (1)การจัดทำส่วนบุคคล (Self-Publishing)
    เป็นการจัดทำบนอินเตอร์เน็ตโดยผู้แต่งจัดทำเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดทำได้ เนื่องจาก มีซอฟต์แวร์ในการจัดทำ e-Book ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี รวมทั้งอาจจัดทำโดยตัวกลางจัดจำหน่าย เช่น Amazon , Barned & Nobel , Fatbrain เป็นต้น
    (2)การจัดทำเพื่อการค้า (Commercial Publishing)
    เป็นการจัดทำเพื่อจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ในรูปแบบเชิงพาณิชย์ หรือมีเครือข่ายในการจัดทำร่วมกัน
    (3)การจัดทำเพื่อการศึกษาโดยตรง (Education Publishing)
    เป็นการจัดทำเพื่อการเรียนการสอน หรือห้องสมุดอาจเป็นผู้จัดทำขึ้นมาเอง
  • Software สำหรับการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
    -ExeBook Self-Publisher
    -e-ditor
    -Mobipocket Publisher 3.0
    -Desktop Author
    -eBookGold
    -E-Book crator
    -Flip Album
  • ข้อดีสำหรับห้องสมุด
    (1)ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้จำนวนมากขึ้นในครั้งเดียว สามารถเข้าพร้อมกันได้ทีละจำนวนมาก
    (2)สามารถจัดการรูปแบบของความร่วมมือในการจัดซื้อ ประหยัดงบประมาณ และสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ในปริมาณที่มากขึ้น
    (3)สามารถสนองความต้องการที่มีความต้องการได้ข้อมูลทันที
    (4)การจัดเก็บสามารถจัดเก็บได้สะดวกขึ้น เนื่องจาก สามารถทำสำเนาได้ง่าย ไม่เปลืองกระดาษ และไม่ต้องทำซ้ำซ้อน ไม่เปลืองเนื้อที่
    (5)ห้องสมุดสามารถจัดทำสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และสามารถให้บริการออนไลน์ได้
    (6)เทคโนโลยีใหม่ที่ห้องสมุดนำมาใช้ในการให้บริการได้มากขึ้น เช่น Blog , Wiki , RSS , OSS เป็นต้น
    (7)มีราคาถูกกว่าสิ่งพิมพ์ และรูปแบบการจัดทำสะดวก ห้องสมุดไม่จำเป็นต้องซื้อในรูปแบบที่หลายเหมือนหนังสือ
    (8)การจัดเก็บ สามารถจัดเก็บได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจาก สามารถทำสำเนาได้ง่าย และไม่เปลืองกระดาษ และไม่ต้องทำซ้ำซ้อน ไม่เปลืองเนื้อที่ 
    (9)เป็นการลดภาระงานของบรรณารักษ์ในการลงรายการ การขึ้นชั้น การยืม-คืน การตรวจชั้น และการดูแลรักษาได้เป็นอย่างดี
    (10)การบอกรับของห้องสมุดเป็นลักษณะการได้รับอนุญาตให้ใช้ (License) จึงสามารถบอกเลิก บอกรับต่อเนื่อง หรือจัดซื้อเป็นเจ้าของหากผู้ใช้ต้องการมาก
  • ข้อเสียสำหรับห้องสมุด
    Development Model
    (1)ขั้นตอนการจัดทรัพยากรในรูปแบบใหม่ 
        Develop Acquisition and Circulation Models
    (2)บุคลากรต้องได้รับการผึกฝนใหม เกี่ยวกับการจัดการให้บริการ หรือต้องการบุคลากรกลุ่มใหม่
    (3)อุปกรณ์สำหรับร่วมใช้อาจต้องเพิ่มงบประมาณ จัดซื้อ ดูแลรักษา
    (4)การดูแลรักษาอุปกรณ์ที่ต้องให้บริการร่วม Reader Device
    (5)ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาด Reader Device
    (6)ผู้ใช้ต้องได้รับการอบรม
    (7)การจัดซื้อ การจัดซื้อโดยตรงจากผู้จำหน่าย ผ่านเครดิตการ์ด ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับห้องสมุด
    (8)การจัดบริการเป็นเรื่องใหม่ ผู้ผลิตหรือผู้จัดทำอาจไม่มุ่งจัดทำสำหรับห้องสมุด ดังนั้นต้องทำการปรับหรือจัดการให้บริการ ซึ่งการจัดทำอาจมีความแตกต่างกันในด้านรูปแบบ การให้บริการ การเข้าถึงที่มีความหลากหลาย จึงต้องเข้าใจวิธีการตกลง การดูแลเกี่ยวกับการเข้าถึง และการให้บริการที่ต้องทำการตกลงกับผู้ให้บริการ รวมถึงการดูแลสิทธิของการใช้

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พัฒนาการของหนังสือ (The Evolution of Books)

กระบวนวิชา 009304 สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์

สรุปเรื่อง พัฒนาการของหนังสือ (The Evolution of Books)

ประจำวันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ.2554
____________________________________________


พัฒนาการของหนังสือ (The Evolution of Books)


  • หนังสือ ที่ยังเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
    (1)สิ่งตีพิมพ์ (Printed materials) ซึ่งมีข้อจำกัด คือ สามารถอ่านได้เพียงอย่างเดียว แต่มีข้อดี คือ ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการอ่าน แต่มีข้อเสีย คือ ต้นทุนที่ใช้ในการผลิตหนังสือสูง เนื่องจาก ใช้จำนวนกระดาษเป็นจำนวนมาก ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) มีราคาถูกลงมากขึ้น
    (2)สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เป็นหนังสือที่จัดทำในรูปอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล มีข้อดี คือ สามารถใช้อุปกรณ์ในการอ่านได้อย่างหลากหลาย สามารถใช้สื่อในการเข้าถึงได้มาก อีกทั้งมีเครื่องมืออ่าน e-Book โดยเฉพาะ สำหรับลักษณะเด่นของ e-Book นั้นสามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ สามารถจัดเก็บเป็นไฟล์ได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้รองรับต่อการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการอ่าน แต่มีข้อเสีย คือ รูปแบบของไฟล์ข้อมูลจะต้องสอดคล้องกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการอ่าน โดยจะต้องเป็นไฟล์ที่อุปกรณ์หรือเครื่องมือนั้นสามารถอ่านได้
  • e-Book Format
    (1)e-Pub เป็นไฟล์ที่ดีที่สุดที่สามารถอ่านได้กับอุปกรณ์หรือเครื่องมือทุกชนิด ถือว่าเป็นไฟล์มาตรฐานของ e-Book
    (2)Amazon Kindle
    (3)PDF
    (4)eReader
    (5)mobipocket.prc
    (6)mobipocket.mobi
    (7)Sony.lrf
    (8)PalmDOC
    (9)Plucker
    (10)iSilo
    (11)iPod Notes
    (12)Custom PDF
    (13)RTF
    (14)iPhone PDF
    (15)iPhone Books app
    (16)FictionBook2
    (17)zTXT
    (18)Rocketbook

  • ปัญหาในการใช้ e-Book ที่พบในห้องสมุด
    เนื่องจาก ผู้ใช้แต่ละคนต่างก็มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการอ่าน e-Book ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ห้องสมุดจึงประสบปัญหาในการนำไฟล์ e-Book มาให้บริการแก่ผู้อ่าน  เพราะ อุปกรณ์หรือเครื่องมือของผู้อ่านอาจไม่ยอมอ่านไฟล์ e-Book ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเปิดไฟล์ e-Book ได้ เนื่องจาก อุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่รองรับไฟล์เหล่านั้น
  • การแก้ปัญหาในการอ่านไฟล์ e-Book
    เนื่องจากเกิดปัญหาในการอ่านไฟล์ของ e-Book ที่มีความหลากหลาย จึงได้เกิดแนวคิดขึ้นมาเพื่อจัดทำไฟล์ที่เป็นมาตรฐานของ e-Book โดยที่ไม่ว่าจะเปิดอ่านด้วยอุปกรณ์หรือเครื่องมือใดๆ ก็ไม่เป็นปัญหาในการเปิดไฟล์ e-Book จึงสร้างไฟล์ที่เป็น Open Standard ขึ้นมา ซึ่งก็คือ ไฟล์ e-Pub นอกจากนี้ยังสามารถแปลงไฟล์เพื่อให้เป็นไฟล์ที่อุปกรณ์หรือเครื่องอ่านสามารถอ่านได้อย่างหลากหลาย

  • คุณสมบัติของ e-Book Reader
    (1)ค้นภายในเนื้อหา (Inside Search , Keyword Searching)
    e-Book Reader มีตัว Index อยู่ภายในนั้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ค้นเนื้อหาภายในได้ เนื่องจาก การจัดเก็บในลักษณะ e-Book มีการจัดเก็บเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงสามารถกำหนดคำค้น (Keyword) ภายในไฟล์ได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในการใช้งาน
    (2)บันทึกข้อความ (Note-taking)
    สามารถเพิ่มเติมข้อความหรือความคิดใต้ข้อความหรือภายใต้รูปภาพได้
    (3)คัดลอกและวาง (Copying and Pasting)
    ช่วยประหยัดเวลาหากมีการใช้ข้อความที่เหมือนกันเป็นจำนวนมากภายในงาน
    (4)พจนานุกรม (Dictionary Capabilities)
    เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เข้าใจมากขึ้น ส่งผลให้สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น หากต้องมีการแปลในสิ่งที่เราไม่ทราบความหมายของคำ และอาจมีการเชื่อมโยงไปยังสารานุกรมได้อีกด้วย
    (5)เน้นข้อความ และเพิ่มเติมข้อความ (Allow non-permanent highlighting and annotation)
    อาจจะมีการเน้นข้อความเป็นสีที่แตกต่างกันไป สามารถระบายข้อความที่ต้องการเน้นความสำคัญ เมื่อเวลากลับมาอ่านจะได้สามารถเก็บรายละเอียดที่สำคัญเพื่อใช้ในการทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และยังใช้เน้นประเด็นที่ต้องการจดจำเพื่อใช้ในการสอบ นอกจากนี้ยังนำมาเป็นบรรณานิทัศน์ เพื่อนำไปใช้ในการเขียนข้อความได้อีกด้วย
    (6)ปรับขยายตัวอักษร ตำแหน่งการอ่าน
    สามารถปรับตัวอักษรให้มีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการได้
    (7)อ่านออกเสียงได้
    ในกรณีที่เป็น Audio Book อาจมีการนำเสียงใส่ประกอบเข้าไปเพื่อใช้ในการสื่ออารมณ์ได้ (Drama)
    (8)มีการเชื่อมโยง (Hyperlink)
    สามารถลิงก์จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งได้
    (9)ต่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ได้
    (10)สามารถแปลภาษาได้ (Translation) 
  • รูปแบบในการสร้างสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์
    (1)เรียบเรียง (Creation)
    (2)ปรับปรุง (Editing)
    (3)เตรียมพิมพ์ (Pre-press)
    (4)จัดพิมพ์ (Printing)
    (5)การนำออก (Distribution)
    (6)การขาย (Sale) เพื่อส่ง (Delivery)
    (7)ผู้ซื้อ (Consumption)

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ภารกิจในการจัดทำ OA

กระบวนวิชา 009304 สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์

สรุปเรื่อง ภารกิจในการจัดทำ OA


ประจำวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2554

___________________________________

ภารกิจในการเข้าถึงเอกสารแบบเปิดระดับมหาวิทยาลัยและแหล่งทุน


  • ภารกิจในการจัดทำ OA
    มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรมีการกำหนดภารกิจหรือนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการทำเอกสารเป็น OA ผู้ที่จัดทำจะต้องเผยแพร่ภายในเวลา 12 เดือน
  • การจัดทำ OA
    OA จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องให้การยอมรับเรื่องแนวคิด OA รวมทั้งให้การสนับสนุน และกำหนดนโยบายให้มีการจัดทำ OA ขึ้นภายในมหาวิทยาลัยโดยที่ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำ OA เสียก่อน รวมถึงบรรณารักษ์ของห้องสมุดควรมีการประชาสัมพันธ์หรือจัดการสัมมนาเกี่ยวกับ OA ขึ้นมา อีกทั้งยังต้องมีการเดินสายเพื่อติดต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ OA เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับมากขึ้น



  • NIH (National  Institutes of Health)
    -เป็นองค์กรที่ให้ทุนวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นำงานวิจัยมาเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในรูปแบบดิจิทัล การจัดทำบทความของ NIH ต้องนำมาจัดทำเป็นเอกสาร OA ซึ่งต้องเป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพจากนักวิชาการ (peer-reveiw) อีกทั้งบทความต้องได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ลงในวารสาร ในการทำวิจัยต้องนำผลงานมาลงในฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ซึ่งบทความหรือผลงานทางวิชาการจะถูกเผยแพร่ไปยังฐานข้อมูล Pub med Central (PMC) ออนไลน์ และถูกนำออกเผยแพร่ในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนำมาลงในฐานข้อมูล และผู้ใช้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลหรือทำสำเนาบทความทางวิชาการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • บรรณารักษ์และนักสารสนเทศ
    (1)ต้องศึกษาธุรกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไปเมื่อมีการเข้ามาของ OA รวมถึงผลกระทบต่อการสื่อสารทางวิชาการ เพื่อจะนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกสำนักพิมพ์ในการตีพิมพ์บทความ
    -บรรณารักษ์ต้องมีการติดตามและมีการเผยแพร่ แนะนำ รวมถึงการประชาสัมพันธ์
    (2)พยายามปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางด้านฐานข้อมูล
    -เลิกบอกรับวารสารที่มีราคาสูงเกิน ถ้าหากพบว่ามีวารสาร OA ที่ดีกว่า
    -เมื่อมี OA ย่อมนำมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคในกรณีที่สิ่งตีพิมพ์มีราคาสูงจนเกินไป
    (3)บรรณารักษ์ควรจัดทำ IR มีการรวบรวมองค์ความรู้ในการจัดทำของมหาวิทยาลัยมาเก็บไว้ภายในหน่วยงานของตน
  • หน้าที่ของบรรณารักษ์
    (1)การจัดทำ OAJ (Open Access Jounal)
    -ควรมีการจัดทำไว้ใน OPAC ของห้องสมุด
    -ควรมีการรวบรวมบทความในวารสารไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้สืบค้นเพียงครั้งเดียวก็ได้ข้อมูลที่ต้องการได้ในทันที แบบ One-stop-service
    (2)การจัดทำ IR
    -เพื่อช่วยเหลือให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ในชุมชน โดยไม่แสวงหาผลกำไร
    -มีการจัดทำบรรณานิทัศน์ให้กับหนังสือหรือบทความในวารสาร