กระบวนวิชา 009304 การพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
สรุปเรื่อง Institutional Repositories & Trend E-Publishing
ประจำวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2554
________________________________
Institutional Repositories (IR)
-------------------------------------------------


- ความหมายของ Institutional Repositories (IR)Institutional Repositories (IR) หมายถึง คลังจัดเก็บข้อมูล หรือ คลังจัดเก็บเอกสารในระดับสถาบัน
- คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันต้องประกอบไปด้วย(1)มีเนื้อหาที่เป็นดิจิทัล (Digital Content) ซึ่งหมายความว่า ในระบบของการจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบันต้องมีการเก็บผลงานในรูปแบบที่เป็นดิจิทัลเท่่านั้น เนื่องจาก การจัดทำคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะต้องนำมาจัดทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์(2)การจัดทำคลังจัดเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะเน้นการจัดเก็บในส่วนของสมาชิกในสถาบันเท่านั้น(3)เนื้อหาที่นำมาจัดเก็ลในคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันนั้นจะเน้นการจัดเก็บเนื้อหาทางวิชาการ (Scholarly Content) ในการมุ่งเน้นให้เป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน เพื่อให้เกิดการรวบรวม สงวนรักษา และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในรูปแบบที่อาจจะเป็นผลงานก่อนตีพิมพ์ และผลงานที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน รวมถึงบทความที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หนังสือ สื่อการสอน ชุดข้อมูล บทความเสนอการประชุม วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ และวรรณกรรมที่ไม่นำมาตีพิมพ์ ซึ่งในการข้าถึงเนื้อหาทางวิชาการเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องผ่านการควบคุมและการจัดการ รวมทั้งอาศัยนโยบายและกลไกที่เหมาะสม รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านเนื้อหาและระบบการควบคุมเอกสาร (Document Version Control Systems) กรอบนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของคลังเก็บต้องเอื้ออำนวยให้ผู้จัดการคลังเก็บมีความยืดหยุ่นต่อการควบคุมระบบ มีการมุ่งเน้นว่าใครเป็นผู้ที่สามารถรองรับ (Approve) เข้าถึง (Access) แก้ไข (Update) ผลงานดิจิทัลเหล่านั้นที่มีแหล่งที่มาแตกต่างกัน(4)การเป็นคลังจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบันจะต้องมีการรวบรวมผลงานเข้าคลังจัดเก็บ เมื่อนำเข้าแล้วก็ไม่ควรที่จะนำออกจากคลังจัดเก็บ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น อาจจะมีเหตุเนื่องมาจากผลงานที่นำมาจัดเก็บนั้นได้ละเมิดสิขสิทธิ์ เป็นต้น จึงต้องมีการพัฒนากฎเกณฑ์และนโยบาย รวมท้งนำระบบการจัดการสิทธิ์เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้ได้รับการอนุญาตให้สามารถเข้าถึงเนื้อหาในคลังเก็บทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน อีกทั้งต้องมีการจัดการระบบการสงวนรักษาผลงาน เพือให้สามารถเข้าถึงได้ในระยะยาว โดยที่ไม่ถูกจำกัดในเรื่องของระยะเวลาได้ นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนของผลงานให้มีความหลากหลายมากขึ้นในสถาบันและยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความยั่งยืนของสถาบันได้เป็นอย่างดี(5)มีความร่วมมือในการทำงานเพื่อให้เกิดการเข้าถึงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกปิดกั้น (Interoperable and open access) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในการเข้าถึงให้น้อยที่สุด
- สรุปลักษณะของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน-เป็นการจัดเก็บความรู้ที่อยู่ในองค์กรหรือหน่วยงานภายในประเทศนั้นๆ-เป็นการจัดเก็บที่ห้องสมุดร่วมมือกันจัดทำคลังจัดเก็บความรู้เพื่อจัดเก็บองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายในแต่ละห้องสมุด เช่น หนังสือ เอกสารสัมมนา รายงานการประชุมวิชาการ สื่อการสอน การวิจัย วิทยานิพนธ์ เป็นต้น-แต่เดิมการจัดเก็บความรู้อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ (Printed Material) แล้วนำมาสแกนให้อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Plublishing) เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น สามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว เข้าถึงได้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน รวมทั้งเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา นับว่าเป็นการช่วยลดข้อจำกัดของสิ่งพิมพ์ที่ไม่สามารถทำได้อย่างสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
- ข้อดีของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน-สามารถเข้าถึงได้ในระยะยาว สามารถเปิดอ่านได้หลายครั้งโดยที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรสารสนเทศ อย่างเช่น ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์ หากมีการเปิดอ่านหลายครั้ง ย่อมทำให้เกิดการชำรุด เสียหาย และฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัดของทรัพยาการสารสนเทศที่เป็นสิ่งพิมพ์ ในทางตรงกันข้าม หากเป็นทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเปิดอ่านหลายครั้ง ก็ไม่ทำให้ทรัพยากรเกิดความเสียหาย ทรัพยากรก็ยังคงมีสภาพเดิมอยู่และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด หากไม่มีการลบออกจากฐานข้อมูล ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป
- ประโยชน์ของการมีคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน1)ทำให้เกิดระบบการรวบรวม สงวนรักษา และเผยแพร่เนื้อหาทางวิชาการ2)เป็นเสมือนตัวชี้วัดของคุณภาพทางวิชาของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย โดยมุ่งที่รวมเอางานทางปัญญาของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยมาไว้ในที่เดียวกัน และสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก3)เป็นการสงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปดิจิทัล4)เป็นเสมือนพื็นฐานของกระบวนทัศน์ใหม่ในการพิมพ์ผลงานทางวิชาการ5)เป็นการสื่อสารทางวิชาการ (Scholarly Communication)6)เป็นการจัดการความรู้7)เป้นการสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงโดยเสรี
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
Trend E-Publishing
----------------------------


- ความหมายของ E-PublishingE-Publishing หมายถึง ข้อความ ภาพ และสื่อมัลติมีเดียที่นำเสนอในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหา เรื่องเล่า งานเขียน วรรณกรรมออนไลน์ เช่น Blog , Wiki , Webpages บทกวีที่ส่งผ่านอีเมล์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง กระบวนการจัดทำหรือผลิตสิ่งพิมพ์ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ (Formatted) การเข้ารหัส (Encryted) การป้องกันความปลอดภัย (Security) การเผยแพร่ (Published)

- ประโยชน์ของ E-Publishing(1)ลดการใช้กระดาษ , พลังงาน , สิ่งแวดล้อม , ธรรมชาติ(2)มีความสะดวกและสามารถจัดการได้ง่ายในการปรับปรุงแก้ไข(3)ช่วยทำให้ได้เอกสารที่มีคุณค่าด้วยระบบหรือวิธีการที่รวดเร็ว(4)มีความสะดวกต่อการศึกษา(5)ง่ายต่อการสืบค้น(6)มีความคงทน(7)สามารถนำเสนอในรูปแบบของสื่อมัลติมีเดียได้ สามารถใช้สื่่อประกอบการนำเสนอได้หลากหลาย(8)เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจจะมาเป็นนักเขียน ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ให้เกิดขึ้น(9)ช่วยพัฒนาสื่อความรู้หรือสื่อประกอบการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น(10)เป็นการสร้างมูลค่าให้กับ E-Library หรือ E-Learning ให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น

- ข้อเสียของ E-Publishing(1)มีการลงทุนสูงในขั้นตอนเริ่มต้นในการจัดทำ(2)อาจทำให้เกิดปัญหาในการอ่าน เช่น ขนาดของหน้าจอ ขนาดตัวหนังสือ ความคมชัด เป็นต้น(3)ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา(4)ลดความสำคัญในมาตรฐานให้น้อยลง ขาดการจัดการรูปแบบที่ดี เนื่องจาก ไม่ต้องผ่านกระบวนการตีพิมพ์(5)เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการล้าสมัยได้เร็วขึ้น อีกทั้งไม่มีงบประมาณที่เพียงพอในการติดตามให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆในภายหลังได้ทันที

- แนวโน้มของ E-Publishing (Trend E-Publishing)-E-Publishing มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรือยๆ ซึ่งจะมาแทนที่สิ่งตีพิมพ์ เนื่องจาก เป็นการช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บได้มาก อาศัยพื้นที่การจัดเก็บโดยใช้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เครื่อง และยังสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการสืบค้น และยังเข้าถึงได้ทุกทีทุกเวลา ซึ่งต่างจากสิ่งตีพิมพ์หากต้องการจะได้ข้อมูลจะต้องไปค้นหาที่ห้องสมุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการได้มาซึ่งข้อมูล อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา หากห้องสมุดปิดก็ไม่สามารถสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปได้ E-Publishing จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ให้สามารถเกิดการกระจายได้อย่างทั่วถึงและมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึง สามารถเข้าถึงได้จำนวนมากขึ้น ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนทรัพยากรสารสนเทศในรูปของสิ่งตีพิมพ์ที่มีไม่เพียงพอต่อผู้ใช้งาน และที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นสิ่งพิมพ์ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้น จึงเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ห้องสมุดเลือกที่จะบอกรับฐานข้อมูลมากกว่าที่จะบอกรับหรือสั่งซื้อสิ่งตีพิมพ์ เนื่องจากข้อจำกัดในด้านงบประมาณของห้องสมุดที่ยังคงได้รับเท่าเดิม แต่ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นสิ่งตีพิมพ์มีแนวโน้มที่จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ดังนั้น สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน
คุณบุญเลิศ อรุณพิบูลย์
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
http://www.stks.or.th/web/index2.php?option=com_docman&task=doc_view&gid=665&Itemid=24
WebOmetrics
---------------------

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน
WebOmetrics
---------------------

- ความหมายของ WebOmetrics
-WebOmetric ย่อมาจาก WebOmetrics Ranking of World Universities หรือ Ranking Web of World Universities เป็นการจัดลำดับให้กับมหาวิทยาลัยทั่วโลกว่ามหาวิทยาลัยใดเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งวัดจากการมีจำนวนปริมาณข้อมูลทางวิชาการเป็นจำนวนมากที่สุด หากยิ่งสร้างได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีผลต่อค่า Impact Factor มากขึ้นตามไปด้วย
-การจัดลำดับโดย Webometrics มาจากความเชื่อที่ว่าเว็บไซต์จะเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จึงส่งผลให้สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าสิ่งตีพิมพ์ ดังนั้น WebOmetric จึงเป็นการวัดปริมาณเนื้อหาที่สร้างขึ้น โดยเน้นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการผ่านทางเว็บไซต์ รวมทั้งการปรากฎตัวบนอินเทอร์เน็ต และดูจำนวนลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกทั่วโลกที่ทำลิงก์มายังเว็บเพจ หรือวัดผลกระทบการอ้างอิงตามจำนวนของลิงก์ที่ได้รับจากภายนอก แล้วทำการจัดลำดับโดยใช้ดัชนีจาก Web Impact Factor หรือ WIF
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน
คุณรุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล
มหาวิทยาลัยมหิดล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น