วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Institutional Repositories and Trend E-Publishing

กระบวนวิชา  009304  การพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์

สรุปเรื่อง  Institutional Repositories & Trend E-Publishing

ประจำวันที่  13  มิถุนายน  พ.ศ.2554
________________________________

Institutional  Repositories (IR)
-------------------------------------------------



  • ความหมายของ  Institutional  Repositories (IR)
    Institutional  Repositories (IR)  หมายถึง  คลังจัดเก็บข้อมูล  หรือ  คลังจัดเก็บเอกสารในระดับสถาบัน
  • คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันต้องประกอบไปด้วย 
    (1)มีเนื้อหาที่เป็นดิจิทัล (Digital Content)  ซึ่งหมายความว่า  ในระบบของการจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบันต้องมีการเก็บผลงานในรูปแบบที่เป็นดิจิทัลเท่่านั้น  เนื่องจาก  การจัดทำคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะต้องนำมาจัดทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์
    (2)การจัดทำคลังจัดเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะเน้นการจัดเก็บในส่วนของสมาชิกในสถาบันเท่านั้น 
    (3)เนื้อหาที่นำมาจัดเก็ลในคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันนั้นจะเน้นการจัดเก็บเนื้อหาทางวิชาการ (Scholarly Content) ในการมุ่งเน้นให้เป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน เพื่อให้เกิดการรวบรวม  สงวนรักษา  และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในรูปแบบที่อาจจะเป็นผลงานก่อนตีพิมพ์  และผลงานที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน  รวมถึงบทความที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา  หนังสือ  สื่อการสอน  ชุดข้อมูล  บทความเสนอการประชุม  วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์  และวรรณกรรมที่ไม่นำมาตีพิมพ์  ซึ่งในการข้าถึงเนื้อหาทางวิชาการเหล่านี้  จำเป็นที่จะต้องผ่านการควบคุมและการจัดการ  รวมทั้งอาศัยนโยบายและกลไกที่เหมาะสม  รวมไปถึงการบริหารจัดการด้านเนื้อหาและระบบการควบคุมเอกสาร (Document Version Control Systems) กรอบนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของคลังเก็บต้องเอื้ออำนวยให้ผู้จัดการคลังเก็บมีความยืดหยุ่นต่อการควบคุมระบบ  มีการมุ่งเน้นว่าใครเป็นผู้ที่สามารถรองรับ (Approve) เข้าถึง (Access) แก้ไข (Update) ผลงานดิจิทัลเหล่านั้นที่มีแหล่งที่มาแตกต่างกัน
    (4)การเป็นคลังจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบันจะต้องมีการรวบรวมผลงานเข้าคลังจัดเก็บ  เมื่อนำเข้าแล้วก็ไม่ควรที่จะนำออกจากคลังจัดเก็บ  เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น  อาจจะมีเหตุเนื่องมาจากผลงานที่นำมาจัดเก็บนั้นได้ละเมิดสิขสิทธิ์  เป็นต้น  จึงต้องมีการพัฒนากฎเกณฑ์และนโยบาย รวมท้งนำระบบการจัดการสิทธิ์เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้ได้รับการอนุญาตให้สามารถเข้าถึงเนื้อหาในคลังเก็บทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน  อีกทั้งต้องมีการจัดการระบบการสงวนรักษาผลงาน  เพือให้สามารถเข้าถึงได้ในระยะยาว  โดยที่ไม่ถูกจำกัดในเรื่องของระยะเวลาได้  นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนของผลงานให้มีความหลากหลายมากขึ้นในสถาบันและยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความยั่งยืนของสถาบันได้เป็นอย่างดี
    (5)มีความร่วมมือในการทำงานเพื่อให้เกิดการเข้าถึงได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกปิดกั้น (Interoperable and open  access)  ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังจัดเก็บสารสนเทศในระดับสถาบัน  ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในการเข้าถึงให้น้อยที่สุด  
  • สรุปลักษณะของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน
    -เป็นการจัดเก็บความรู้ที่อยู่ในองค์กรหรือหน่วยงานภายในประเทศนั้นๆ
    -เป็นการจัดเก็บที่ห้องสมุดร่วมมือกันจัดทำคลังจัดเก็บความรู้เพื่อจัดเก็บองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายในแต่ละห้องสมุด  เช่น  หนังสือ  เอกสารสัมมนา  รายงานการประชุมวิชาการ  สื่อการสอน  การวิจัย  วิทยานิพนธ์  เป็นต้น
    -แต่เดิมการจัดเก็บความรู้อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ (Printed Material)  แล้วนำมาสแกนให้อยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Plublishing) เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น  สามารถเข้าถึงได้ง่าย  สะดวกและรวดเร็ว  เข้าถึงได้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก  อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน  รวมทั้งเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา  นับว่าเป็นการช่วยลดข้อจำกัดของสิ่งพิมพ์ที่ไม่สามารถทำได้อย่างสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ 
  • ข้อดีของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน
    -สามารถเข้าถึงได้ในระยะยาว  สามารถเปิดอ่านได้หลายครั้งโดยที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรสารสนเทศ  อย่างเช่น  ทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์  หากมีการเปิดอ่านหลายครั้ง  ย่อมทำให้เกิดการชำรุด  เสียหาย  และฉีกขาดได้ง่าย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัดของทรัพยาการสารสนเทศที่เป็นสิ่งพิมพ์  ในทางตรงกันข้าม  หากเป็นทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเปิดอ่านหลายครั้ง  ก็ไม่ทำให้ทรัพยากรเกิดความเสียหาย  ทรัพยากรก็ยังคงมีสภาพเดิมอยู่และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  หากไม่มีการลบออกจากฐานข้อมูล  ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป 
  • ประโยชน์ของการมีคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน
    1)ทำให้เกิดระบบการรวบรวม  สงวนรักษา  และเผยแพร่เนื้อหาทางวิชาการ
    2)เป็นเสมือนตัวชี้วัดของคุณภาพทางวิชาของมหาวิทยาลัย  หน่วยงานวิจัย  โดยมุ่งที่รวมเอางานทางปัญญาของมหาวิทยาลัย  หน่วยงานวิจัยมาไว้ในที่เดียวกัน  และสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก
    3)เป็นการสงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปดิจิทัล
    4)เป็นเสมือนพื็นฐานของกระบวนทัศน์ใหม่ในการพิมพ์ผลงานทางวิชาการ
    5)เป็นการสื่อสารทางวิชาการ (Scholarly Communication)
    6)เป็นการจัดการความรู้
    7)เป้นการสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงโดยเสรี

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

Trend E-Publishing
----------------------------



  • ความหมายของ E-Publishing
    E-Publishing หมายถึง  ข้อความ  ภาพ  และสื่อมัลติมีเดียที่นำเสนอในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหา  เรื่องเล่า  งานเขียน  วรรณกรรมออนไลน์  เช่น Blog , Wiki , Webpages  บทกวีที่ส่งผ่านอีเมล์  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง  กระบวนการจัดทำหรือผลิตสิ่งพิมพ์ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ (Formatted) การเข้ารหัส (Encryted) การป้องกันความปลอดภัย (Security) การเผยแพร่ (Published)


  • ประโยชน์ของ E-Publishing
    (1)ลดการใช้กระดาษ , พลังงาน , สิ่งแวดล้อม , ธรรมชาติ
    (2)มีความสะดวกและสามารถจัดการได้ง่ายในการปรับปรุงแก้ไข
    (3)ช่วยทำให้ได้เอกสารที่มีคุณค่าด้วยระบบหรือวิธีการที่รวดเร็ว
    (4)มีความสะดวกต่อการศึกษา
    (5)ง่ายต่อการสืบค้น
    (6)มีความคงทน
    (7)สามารถนำเสนอในรูปแบบของสื่อมัลติมีเดียได้  สามารถใช้สื่่อประกอบการนำเสนอได้หลากหลาย
    (8)เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจจะมาเป็นนักเขียน  ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ให้เกิดขึ้น
    (9)ช่วยพัฒนาสื่อความรู้หรือสื่อประกอบการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
    (10)เป็นการสร้างมูลค่าให้กับ E-Library หรือ E-Learning  ให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น


  • ข้อเสียของ E-Publishing
    (1)มีการลงทุนสูงในขั้นตอนเริ่มต้นในการจัดทำ
    (2)อาจทำให้เกิดปัญหาในการอ่าน เช่น  ขนาดของหน้าจอ  ขนาดตัวหนังสือ  ความคมชัด  เป็นต้น
    (3)ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น  เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา
    (4)ลดความสำคัญในมาตรฐานให้น้อยลง  ขาดการจัดการรูปแบบที่ดี  เนื่องจาก  ไม่ต้องผ่านกระบวนการตีพิมพ์
    (5)เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  อาจทำให้เกิดการล้าสมัยได้เร็วขึ้น  อีกทั้งไม่มีงบประมาณที่เพียงพอในการติดตามให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ๆในภายหลังได้ทันที


  • แนวโน้มของ E-Publishing (Trend E-Publishing)
    -E-Publishing มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรือยๆ  ซึ่งจะมาแทนที่สิ่งตีพิมพ์  เนื่องจาก  เป็นการช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บได้มาก  อาศัยพื้นที่การจัดเก็บโดยใช้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เครื่อง  และยังสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว  ง่ายต่อการสืบค้น  และยังเข้าถึงได้ทุกทีทุกเวลา  ซึ่งต่างจากสิ่งตีพิมพ์หากต้องการจะได้ข้อมูลจะต้องไปค้นหาที่ห้องสมุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการได้มาซึ่งข้อมูล  อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา  หากห้องสมุดปิดก็ไม่สามารถสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปได้  E-Publishing จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ให้สามารถเกิดการกระจายได้อย่างทั่วถึงและมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึง  สามารถเข้าถึงได้จำนวนมากขึ้น  ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนทรัพยากรสารสนเทศในรูปของสิ่งตีพิมพ์ที่มีไม่เพียงพอต่อผู้ใช้งาน และที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นสิ่งพิมพ์  เนื่องจากมีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้น  จึงเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ห้องสมุดเลือกที่จะบอกรับฐานข้อมูลมากกว่าที่จะบอกรับหรือสั่งซื้อสิ่งตีพิมพ์  เนื่องจากข้อจำกัดในด้านงบประมาณของห้องสมุดที่ยังคงได้รับเท่าเดิม  แต่ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นสิ่งตีพิมพ์มีแนวโน้มที่จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย  ดังนั้น  สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน
คุณบุญเลิศ อรุณพิบูลย์
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
http://www.stks.or.th/web/index2.php?option=com_docman&task=doc_view&gid=665&Itemid=24

WebOmetrics
---------------------

  • ความหมายของ WebOmetrics
    -WebOmetric ย่อมาจาก WebOmetrics Ranking of World Universities  หรือ Ranking Web of World Universities เป็นการจัดลำดับให้กับมหาวิทยาลัยทั่วโลกว่ามหาวิทยาลัยใดเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ดีที่สุดในโลก  ซึ่งวัดจากการมีจำนวนปริมาณข้อมูลทางวิชาการเป็นจำนวนมากที่สุด  หากยิ่งสร้างได้มากเท่าไหร่  ก็ยิ่งมีผลต่อค่า Impact Factor มากขึ้นตามไปด้วย
    -การจัดลำดับโดย Webometrics มาจากความเชื่อที่ว่าเว็บไซต์จะเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จึงส่งผลให้สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าสิ่งตีพิมพ์  ดังนั้น WebOmetric จึงเป็นการวัดปริมาณเนื้อหาที่สร้างขึ้น  โดยเน้นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการผ่านทางเว็บไซต์  รวมทั้งการปรากฎตัวบนอินเทอร์เน็ต  และดูจำนวนลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกทั่วโลกที่ทำลิงก์มายังเว็บเพจ  หรือวัดผลกระทบการอ้างอิงตามจำนวนของลิงก์ที่ได้รับจากภายนอก  แล้วทำการจัดลำดับโดยใช้ดัชนีจาก Web Impact Factor หรือ WIF

แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการเขียน
คุณรุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล
มหาวิทยาลัยมหิดล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น